วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2560

โครงสร้างพื้นฐานของเซล์



โครงสร้างของเซลล์สิ่งมีชีวิต
ก. โพรโทพลาซึม
        โพรโทพลาซึมเป็นของเหลวที่พบภายในเซลล์ประกอบด้วยออร์แกเนลล์(organelles)และอนุภาคต่างๆมากมายทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเจริญและการดำรงชีวิตของเซลล์โพรโทพลาซึมประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ไซโทพลาซึมและนิวเคลียส โดยที่นิวเคลียสจะเป็นที่เก็บข้อความพันธุกรรมต่าง ๆ ของเซลล์ไว้ ดังนั้นจึงสามารถควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ของเซลล์ได้ทั้งหมด ส่วนไซโทพลาสซึมจะมีออร์เกเนลล์และอนุภาคต่าง ๆ อยู่ด้วย ซึ่งจะมีการทำงานเป็นระบบจนทำให้เซลล์สามารถดำเนินกิจกรรมได้ด้วยดี จึงกล่าวได้ว่า โพรโทพลาซึมเป็นรากฐานของชีวิต สมบัติทางชีวภาพของโพรโทพลาซึมก็คือสมบัติของสิ่งมีชีวิตนั่นเอง สมบัคิของโปรโตพลาสซึม ได้แก่
        1. มีออร์แกไนเซชัน (organization) กล่าวคือ ออร์แกเนลล์และโครงสร้างอื่น ๆ ในโพรโทพลาซึม จะมีการแบ่งหน้าที่กันทำงานและมีการประสานงานกันอย่างมีระเบียบและเป็นระบบ
        2. มีการเจริญเติบโต
          3. มีเมแทบอลิซึม
        4. มีความสามารถในการตอบสนองสิ่งเร้า
        5. สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้
        6. สามารถเคลื่อนไหวได้ ที่เรียกว่า ไซโคลซิส (cyclosis)
        7. มีการทวีจำนวนซึ่งเกิดจากความสามารถในการสังเคราะห์ตัวเองโดยอาศัยสารต่าง ๆ ที่ได้รับจาก สภาพแวดล้อม

ข. ไซโทพลาสซึม

        ไซโทพลาซึมคือ ส่วนของโพรโทพลาซึมที่อยู่นอกนิวเคลียสทั้งหมด จำแนกได้ 2 ชนิดคือ
        1. เอ็กโทพลาซึม (ectoplasm) เป็นส่วนไซโทพลาซึมที่อยู่ด้านนอกติดกับเยื่อหุ้มเซลล์ เป็นส่วนที่บางใส ไม่มีออร์แกเนลล์หรืออนุภาคต่าง ๆ (ถ้ามีก็น้อยมาก) ในสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำบางชนิด เช่น ยูกลีนา ชั้นนี้จะเปลี่ยนแปลงเป็นเยื่อเพลลิเคิล (pellicle) ซึ่งมีความหนาและเหนียว เซลล์จึงคงรูปร่างอยู่ได้
        2. เอนโดพสาซึม (endoplasm) เป็นส่วนไซโทพลาซึมที่อยู่ด้านใน จะมีออร์แกเนลล์และอนุภาคต่าง ๆ อยู่มากมาย เป็นบริเวณที่เกิดกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ ของเซลล์

ค. ออร์แกเนลล์

        ออร์แกเนลล์ที่พบในเซลล์มีหลายชนิด จำแนกได้ 2 ประเภท ได้แก่
        ก. ออร์แกเนลล์ที่มีเมมเบรนห่อหุ้ม ได้แก่ กอลไจแอพพาราตัส เอนโดพลาสมิคเรติคูลัม ไลโซโซม ไมโครบอดี ฯลฯ
        ข. ออร์แกเนลล์ที่ไม่มีเมมเบรนห่อหุ้ม ได้แก่ ไรโบโซม ไมโครฟิลาเมนต์ ไมโครทูบูล และเซนทริโอล

ส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์

องค์ประกอบทางเคมี

        เยื่อหุ้มเซลล์ของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จะประกอบด้วยโปรตีนและลิปิดเป็นสำคัญ บางครั้งอาจพบคาร์โบไฮเดรตอยู่ด้วย ซึ่งอาจจะรวมอยู่กับโปรตีนในรูปของไกลโคโปรตีนหรือรวมกับลิปิดในรูปของไกลโคลิปิดก็ได้ นอกจากนั้นยังพบแร่ธาตุต่าง ๆ และเอนไซม์อีกหลายชนิด

โครงสร้างของเยื้อหุ้มเซลล์

        เยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จะประกอบด้วยโปรตีนและลิปิดเป็นสำคัญทำให้เป็นที่สงสัยว่าจะสามารถลอกสารเหล่านี้ออกมาเป็นชั้น ๆ โดยที่ยังคงสภาพของเซลล์อยู่ได้หรือไม่ ดังนั้นการทดลองในระยะแรกจึงมุ่งที่จะลอกส่วนโปรตีนหรือลิปิดให้หลุดจากเยื่อหุ้มเซลล์ด้วยสารเคมีต่าง ๆ พบว่าไม่สามารถที่จะลอกสารเหล่านี้ให้เป็นชั้น ๆ ได้ ทั้งนี้เพราะโปรตีนและลิปิดจะรวมเป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่เรียกว่าลิโปโปรตีน (lipoprotein) จึงเรียกโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์นี้ว่ายูนิตเมมเบรน (unit membrane)
      โครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์ในลักษณะนี้สามารถอธิบายโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์ได้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเยื่อหุ้มเซลล์ของสิ่งมีชีวิตใดก็ตาม ในเยื่อหุ้มเซลล์ที่มีลิปิดจำนวนมากก็จะพบโปรตีนแทรกอยู่ห่าง ๆ แต่ถ้าหากเยื่อหุ้มเซลล์ที่มีลิปิดน้อยก็จะพบโปรตีนแทรกอยู่ใกล้กัน 
                                                          

หน้าที่ของเซลล์

หน้าที่ของเซลล์
          เยื่อหุ้มเซลล์อาจเรียกว่า plasma membrane หรือ cytoplasmic membrane ทำหน้าที่ห่อหุ้มเซลล์ทำให้เซลล์เกิดเป็นรูปร่าง มีขนาดต่างๆ แลใช้แยกเซลล์แต่ละเซลล์ออกจากกัน นอกจากนี้ยังช่วยห่อหุ้มไซโตพลาสซึม และป้องกันไม่ให้ออร์แกนเนลล์ต่างๆไหลออกนอกเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์มีคุณสมบัติที่ยินยอมให้สารบางชนิดผ่านเข้าออกได้ โดยอัตราการซึมผ่านเข้าออกของสารแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป เรียกคุณสมบัตินี้ว่าเป็นเยื่อเลือกผ่าน (semipermeable membrane)ทำหน้าที่ควบคุมการผ่านเข้าออกของสารจากเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์เป็นสารประกอบพวกโปรตีนและไขมัน สารโปรตีนส่วนใหญ่อยู่รวมกับคาร์โบไฮเดรทเรียกว่า ไกลโคโปรตีน (glycoprotein) นอกจากนี้ยังมีมิวโคโปรตีน (mucoprotein) เป็นส่วนประกอบ ส่วนของไขมันจะเป็นพวกฟอสฟอไลปิด (phospholipid) และคลอเรสเตอรอล (cholesterol) เป็นต้น

1. ไซโตพลาสซึม คือส่วนของโปรโตพลาสซึมหรือของเหลวที่อยู่รอบนอกของนิวเคลียส มีลักษณะเป็นของเหลวใสประกอบด้วย ออร์แกนเนลล์ (organells) ซึ่งเป็นส่วนที่มีชีวิตของเซลล์ หลายชนิด แต่ละเซลล์อาจมีชนิดของออร์แกนเนลล์ที่แตกต่างกัน และมีส่วนประกอบที่ไม่มีชีวิตของเซลล์ หรือไซโตพลาสมิกอินคลูชั่นบอดี้ (cytoplasmic inclusion bodies)
ก.ออร์แกนเนลล์ เป็นส่วนประกอบที่มีชีวิตแขวนลอยในไซโตพลาสซึม ทำหน้าที่เปรียบได้กับอวัยวะต่างๆของเซลล์ ทำหน้าที่เกี่ยวกับขบวนการเมตาโบลิซึมและเป็นส่วนประกอบที่ถาวรของไซโตพลาสซึม ได้แก่ ออร์แกนเนลล์ที่มีเยื่อหุ้ม(plasma bound organells) และไม่มีเยื่อหุ้ม (non membrane bounded organells) ออร์แกนเนลล์ที่มีเยื่อหุ้มเป็นโครงสร้างที่มีความสำคัญต่อการมีชีวิตอยู่ของเซลล์ ได้แก่ ไมโตคอนเดรีย (mitochondria) เอ็นโดพลาสมิกเรติคูลัม(endoplasmic reticulum) กอลจิบอดี้ (glogi bodies)และ ไลโซโซม (lysosome) เป็นต้น ส่วนออร์แกนเนลล์ที่ไม่เยื่อหุ้มเซลล์ได้แก่ ไรโบโซม (ribosome) และเซนตริโอล (centriole) เป็นต้น
ไมโตคอนเดรีย เป็นออร์แกนเนลล์ที่มีรูปร่างกลมหรือรูปร่างเป็นรูปไข่ เป็นท่อนสั้นๆ หรือท่อนยาว มีผนังหุ้ม 2 ชั้น (double unit membrane) ภายในมีเอ็นไซม์หลายชนิด โดยเฉพาะเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์พลังงานพวก ATP เอ็นไซม์ที่เกี่ยวกับการสังเคราะห์โปรตีน และไขมัน เป็นต้น เซลล์ที่มีไมโตคอนเดรียมากเป็นเซลล์ที่มีเมตาโบลิซึมสูง เช่น เซลล์ตับและไตเป็นต้น หน้าที่สำคัญของไมโตคอนเดรีย คือ แหล่งสร้างพลังงานของเซลล์ ไมโตคอนเดรียเป็นออร์แกนเนลล์ที่สามารถแบ่งตัวได้เนื่องจากมี DNA อยู่ภายในเอ็นโดพลาสมิกเรติคูลัม เป็นออร์แกนเนลล์ที่มีลักษณะเป็นท่อที่มีการเชื่อมต่อประสานกัน มีเยื่อบางๆ หุ้ม 2 ชั้น ส่วนของท่อยังมีทางเชื่อมติดต่อกับเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มนิวเคลียสและกอลจิบอดี้ ภายในท่อมีของเหลวบรรจุอยู่เรียกว่า ไฮยาโลพลาสซึม (hyaloplasm) โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ เอ็นโดพลาสมิกเรติคิวลัมชนิดผิวเรียบ (smooth endoplasmic reticulum,SER) และ   เอ็นโดพลาสมิกเรติคิวลัมชนิดขรุขระ(rough endoplasmic reticulum,RER) เอ็นโดพลาสมิกเรติคิวลัมชนิดผิวเรียบเป็นเอ็นโดพลาสมิกเรติคิวลัมที่ไม่มีไรโบโซมมาเกาะ ทำหน้าที่สำคัญในการลำเลียงสารต่างๆ เช่น RNA, ไขมัน และ สเตอรอยด์ฮอร์โมน        พบมากในเซลล์ที่มีการสังเคราะห์สเตอรอยด์ฮอร์โมน เช่น เลย์ดิกเซลล์ (leydig’s cell) เอ็นโดพลาสมิกเรติคิวลัมชนิดผิวขรุขระเป็นเอ็นโดพลาสมิกชนิดที่มีไรโบโซมมาเกาะที่ผิวด้านนอกของท่อ พบมากในเซลล์ที่มีการสร้างและสะสมโปรตีน มีหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนในลักษณะของสารละลาย (soluble) และนำออกจากเซลล์โดยส่งผ่านทางกอลจิบอดี้
กอลจิบอดี้ อาจเรียกว่ากอลจิคอมเพ็ลกซ์ (golgi complex) หรือ กอลจิแอพพาลาทัส(glogi apparatus)  มีลักษณะเป็นถุงแบนๆ หรือเป็นท่อแบนเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ทำหน้าที่สะสมสารที่ร่างกายสร้างขึ้นมาภายในเซลล์เช่นโปรตีน ทำให้โปรตีนที่สร้างมามีความเข้มข้นขึ้นในรูปของซีครีเทอรี่เวสซิเคิล(secretory vesicle)  เกี่ยวกับการหลั่งของสารออกนอกเซลล์(exocytosis) และเกี่ยวกับการสังเคระห์คาร์โบไฮเดรทด้วยเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งสารจะมีกอลจิ บอดี้ เจริญดี
ไลโซโซม เป็นออร์แกนเนลล์ที่มีรูปร่างกลม มีผนังเยื่อบุเป็นชั้นเดียว ภายในมีเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีน (proteolytic enzyme) จึงทำหน้าที่ย่อยสารที่ร่างกายไม่ต้องการให้ออกภายนอกเซลล์ ไลโซโซมเป็นออร์แกนเนลล์ที่พบมากในเซลล์เม็ดเลือดขาวเช่นนิวโทรฟิล(neutrophil) และเซลล์ในระบบเรติคิวโลเอ็นโดทีเรียล (retoculoendotherial system) เช่น ตับและม้าม เอนไซม์ในไลโซโซมทำหน้าที่ในการย่อยสลายโมเลกุลของสารภายในเซลล์ ย่อยเซลล์ที่ตายแล้วหรือเซลล์ที่มีอายุมาก ย่อยสลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่เซลล์ และย่อยสลายโครงสร้างต่างๆของเซลล์ในระยะที่เซลล์มีการเปลี่ยนแปลงไรโบโซม เป็นออร์แกนเนลล์ที่ไม่มีเยื่อหุ้ม มีขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไปอย่างอิสระภายในไซโตพลาสซึมของเซลล์ บางส่วนเกาะอยู่ที่เอ็นโดพลาสมิกเรติคิวลั่ม  มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน และเกี่ยวข้องกับการแบ่งเซลล์  ไรโบโซมที่อยู่ในไซโตพลาสซึมจะสร้างโปรตีนสำหรับใช้ภายในเซลล์ ส่วนที่เกาะกับเอ็นโดพลาสมิกเรติคิวลัมจะสร้างโปรตีนที่ใช้ภายนอกเซลล์
เซนทริโอล เป็นออร์แกนเนลล์ที่ไม่มีเยื่อหุ้ม มีลักษณะคล้ายท่อทรงกระบอกเล็กๆ 2 กลุ่ม เรียงตัวตั้งฉากกัน มีหน้าที่ในการแบ่งเซลล์ จะพบเซนทริโอลในขณะที่เซลล์มีการแบ่งตัว ทำหน้าที่ในการแยกโครโมโซมออกจากกัน เซลล์บางชนิดเซนทริโอลจะเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของเซลล์ เนื่องจากเป็นส่วนประกอบของซีเลียหรือขน
ข.ไซโตพลาสมิกอินคลูชั่นบอดี้ (cytoplasmic inclusion bodies) หรือสารที่ไม่มีชีวิตที่เซลล์สร้างขึ้นมาและอยู่ในส่วนของไซโตพลาสซึม เช่นเม็ดแป้ง เม็ดไขมัน ของเสียที่เกิดขึ้นจากขบวนการเมตาโบลิซึมของเซลล์ สารสีหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปอยู่ในเซลล์
ส่วนประกอบที่อยู่ในไซโตพลาสซึมที่มีโครงสร้างและหน้าที่ต่างจากออร์แกนเนลล์คือไม่มีเยื่อหุ้มและไม่เกี่ยวกับขบวนการเมตาโบลิซึม แต่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของไซโตพลาสซึมและการเคลื่อนที่ของเซลล์ได้แก่ ไมโครทูบูล(microtubules) และ ไมโครฟิลาเมนท์(microfilaents) เป็นต้น
2.นิวเคลียส (nucleus) เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของเซลล์ และเป็นที่อยู่ของสารพันธุกรรมของเซลล์เช่น DNA ซึ่งจะอยู่รวมกับโปรตีนในรูปของโครมาติน นอกจากนี้ยังมี RNA ทั้ง DNA และ RNA ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลล์ร่วมกับไซโตพลาสซึม เซลล์ทุกชนิดจะมีนิวเคลียสยกเว้นเซลล์เม็ดเลือดแดง นิวเคลียสของเซลล์อาจมีรูปร่างต่างๆกันเช่น รูปกลม รี หรือเป็นพู(lobe) เซลล์หนึ่งๆอาจมีนิวเคลียสมากกว่า 1 อัน(multinucleate) ก็ได้เช่นเซลล์กล้ามเนื้อลาย นิวเคลียสประกอบด้วยเยื่อหุ้มนิวเคลียส โครมาตินและ นิวคลีโอลัส เป็นต้น
ก. เยื่อหุ้มนิวเคลียส (nuclear envelop หรือ nuclear membrane) เป็นเยื่อบางๆมี 2 ชั้น ที่เยื่อหุ้มนิวเคลียสมีรูอยู่มากมา เรียกว่านิวเคลียร์พอร์ (nuclear pore) ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของสารต่างๆ ระหว่างไซโตพลาสซึมกับนิวเคลียส เยื่อหุ้มนิวเคลียสมีลักษณะเป็นเยื่อเลือกผ่านเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ ด้านนอกของเยื่อหุ้มนิวเคลียสจะมีช่องทางติดต่อกับเอ็นโดพลาสมิกเรติคิวลั่มชนิดหยาบ เพื่อทำหน้าที่ลำเลียงสารต่างๆระหว่างนิวเคลียสและไซโตพลาสซึม
ข.โครมาติน(chromatin) เป็นส่วนของนิวเคลียสที่ย้อมติดสี มีลักษณะเป็นเส้นใยเล็กๆขดไปมาเป็นร่างแห เรียกว่าร่างแหโครมาติน (chromatin network) ประกอบด้วยโปรตีนหลายชนิดเช่นโปรตีนฮีสโตน (histone) โครงสร้างพื้นฐานของโครมาติน คือนิวคลีโอโซม(nucleosome) ประกอบด้วยส่วนที่เป็นแกนคือ ฮีสโตน และมี DNA พันอยู่โดยรอบนอกจากนี้มีโปรตีนที่ไม่ใช่ฮีสโตนเป็นแหล่งสังเคราะห์สารตั้งต้นของ mRNA ในขณะที่มีการแบ่งเซลล์ ส่วนของโครมาติน (chromatin) จะหดตัวสั้นลงเป็นแท่งเรียกว่าโครโมโซม (chromosome)โครโมโซมจะจำลองตัวตัวเองเป็นเส้นคู่เรียกว่าโครมาติด (chromatid) ในสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดจะมีจำนวนโครโมโซมที่ต่างกันไป  สุกรมีโครโมโซม 20 คู่ โคมี 48 คู่ และแมวมี 19 คู่ โครโมโซมทำหน้าที่ควบคุมการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต
ค. นิวคลีโอลัส(nucleus) เป็นส่วนของนิวเคลียสที่มีลักษณะเป็นก้อนประกอบด้วย โปรตีน และ RNA นิวคลีโอลัสในเซลล์จะที่มีกิจกรรมสูงจะมีขนาดใหญ่ ทำหน้าที่สังเคราะห์ RNA ชนิดต่างๆ RNA จะถูกนำออกจากนิวเคลียสทางรูที่เยื่อหุ้มนิวเคลียส เพื่อทำหน้าที่สร้างไรโบโซม
เซลล์ทุกชนิดในร่างกายสิ่งมีชีวิตจะมีการเสื่อมสลายหรือตายไปตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเซลล์ในร่างกายตลอดเวลา(cell turnover) หากการตายของเซลล์เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เรียกว่า ขบวนการอะพ๊อพโทซีส(apoptosis) ส่วนการตายของเซลล์ที่เกิดจากการติดเชื้อ(pathogenic condition) จะเรียกว่า การนีโครซีส(necrosis) ซึ่งเกิดจากเซลล์นั้นๆไม่มีความสามารถในการสร้างพลังงาน เพื่อให้เซลล์มีชีวิตอยู่รอดได้

เซลล์ (Cell)

เซลล์สัตว์

        เซลล์ (Cell) มาจากคำว่า Cella ในภาษาละติน ซึ่งมีความหมายว่าห้องเล็ก ๆ
       เซลล์ (Cell) คือ หน่วยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต และเซลล์ (Cell) สามารถเพิ่มจำนวน  
เจริญเติบโตและตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ เซลล์บางชนิดเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง เซลล์อสุจิ  เป็นต้น
       เซลล์ (Cell) มีอยู่หลายชนิดซึ่งมีรูปร่างและลักษณะที่แตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่อยู่ของเซลล์
       เซลล์ (Cell) มีโครงสร้างที่สำคัญอยู่ ๓ ส่วน ที่มีเหมือนกันคือ
เยื่อหุ้มเซล์ (Cell membrance)ไซโตพลาซึม (Cytoplsm)และนิวเคลียส (Nucleus)โดยเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrance) เป็นส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ (Cell) และกั้นเซลล์ (Cell) จากสิ่งแวดล้อมภายนอก ภายในเซลล์ (Cell) มีโครงสร้างเล็ก ๆ ที่เรียกว่า ออร์แกเนลล์ (Organelle) ล่องลอยอยู่ในส่วนของเหลวที่เรียกว่าไซโตซอล (Cytosol) ออร์แกเนลล์เหล่านี้ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน มีนิวเคลียร์ (Nucleus) เป็นศูนย์ควบคุมกระบวนการเมแทบอลิซึม (Metabolism) ต่าง ๆ และการถ่ายทดลักษณะทางพันธุกรรม
      สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างก็ประกอบด้วยเซลล์ (Cell) ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุด ที่สามารถบ่งบอกถึงคุณสมบัติและแสดงความเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างชัดเจนสมบูรณ์ เซลล์  (Cell) ช่วยในการสร้างและซ่อมแซม ผิวหนัง กล้ามเนื้อ กระดูก อวัยวะ ต่าง ๆ ของร่างกาย
      เซลล์ (Cell) อยู่ในร่างกายของคนเรามากมายหลายชนิด ซึงเซลล์แต่ละชนิดจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป เซ่น เซลล์ (Cell) ของกล้ามเนื้อหัวใจ จะทำหน้าที่กระตุ้นหัวใจให้เดินการทำงาน และเซลล์ (Cell) ของตับอ่อน จะทำหน้าที่ในการผลิตอินซูลิน (Insulin) ที่สามารถช่วยเปลี่ยนสารอาหารเป็นพลังงานให้กับร่างกาย
     
       ในปี พ.ศ.2208 (ค.ศ. 1665) โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hooke) ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ทำการประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ชนิดเลนส์ประกอบมาใช้ในการศึกษาเนื้อเยื่อของไม้คอร์ก พบว่าเนื้อเยื่อของไม้คอร์ก ประกอบด้วยช่องว่างเล็ก ๆ จำนวนมาก แล้วเรียกช่องที่ว่านี้ว่า “เซลล์ (cell)” ซึ่งเป็นเซลล์(cell)ที่ตายแล้วแต่ยังสามารถคงรูปให้อยู่ได้เพราะมีผนังเซลล์(cell wall)ซึ่งมีความแข็ง หลังจากนั้นก็ทำการค้นคว้าศึกษาในเรื่องของ เซลล์(cell)ของพืช เซลล์(cell)ของสัตว์และเซลล์(cell)ของจุลินทรีย์ต่างๆ เรื่อยมา จนในปี พ.ศ.2382 (ค.ศ. 1839) นักวิทยาศาสตร์ชื่อ ทีโอดอร์ ชวานน์ (Theodor Schwann) และ แมตเทียส จาคอบ ชไลเดน (Matthias Jakob Schleiden) (ทั้งคู่เป็นชาวเยอรมัน) ได้ร่วมกันตั้งทฤษฎีเซลล์ (cell theory) ขึ้นมา


วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560

เรียนรู้เรื่องเชลล์ (Cell) By Ku..Bo


ขอต้อนรับเข้าสู่การนำเสนอความรู้เรื่องเซลล์ (Cell)


นางสาวฐิติยา      หวานใจ    (ครูโบว์)


จบการศึกษา ระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 
คณะวิทยาศาสตร์  สาขาจุลชีวิทยา


                                ปัจจุบันทำงาน : วิทยาลัยการอาชีพร้อยเอ็ด 

                                ตำแหน่ง          : ครูพิเศษสอน วิชาวิทยาศาสตร์

                                การศึกษาต่อ   : กำลังศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (วิชาชีพครู)  
                                                          มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์






** เว็บไซต์นี้สร้างขึ้นมา เพื่อการเรียนรู้ในรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ไม่ได้เพื่อหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจใด ๆ ทั้งสิ้น **